วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565

Vogue July 2022 ปารีส ความโรแมนติก ความมัวเมา ความยินดี ขบฏ และ จีดราก้อน

         


        15 ครั้งแล้ว ที่โว้กเกาหลีและจีดราก้อน ได้แล่นผ่านการทำงานร่วมกันถึง 15 ฉบับ เค้าปรากฏตัวครั้งแรกผ่านนิตยสารโว้กในปี 2013 ปีที่ คุณ Soo Joo คุณ Sunghee Kim และ คุณ Jihye Park ได้เดินในงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์หลักๆ ในปีนั้นโลกของแฟชั่นกำลังจับตามองนางแบบนายแบบชาวเอเซีย ในเดือนมกราคมปี 2015 จีดราก้อนได้ขึ้นปกนิตยสารของเราร่วมกับสุดยอดนางแบบชาวเบลเยี่ยมคุณ Hanne Gaby ปกนี้ถ่ายทำที่ปารีสและได้แสดงออกให้เห็นถึงความตีตัวห่างเหินของชาวโบฮีเมี่ยน ในปีถัดมาเค้าได้ถ่ายปกกับโว้กอีกครั้ง ในครั้งนี้เค้าเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และความรู้สึกแห่งการเป็นผู้นำและการเป็นหัวหน้าวงบิกแบง สำหรับโว้กฉบับครบรอบ 20ปี ในปี 2016 จีดราก้อนถูกถ่ายภาพโดยคุณ Karl Lagerfeld  ร่วมกับนางแบบแถวหน้าของเกาหลีอีก 6 คน ซึ่งรวมถึง Soo Joo, Sora Choi และ Hyunji Shin 

        คำอธิบายที่มีต่อการทำงานของจีดราก้อนและโว้กเกาหลีในแต่ละครั้งมักจะต้องการความยอดเยี่ยมสูงสุดและความยิ่งใหญ่เข้มข้น คำพูดนี้ไม่ได้พูดเกินจริงหรือเกินไปแม้แต่น้อย จีดราก้อน ไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งที่เค้าไม่รู้ เค้าเดินทางดำดิ่งเข้าไปสู่สิ่งใหม่ๆและกลับมาแสดงออกถึงสิ่งที่เค้าตักตวงมาได้ในแบบที่ใจเค้าปรารถนา เรามีความยินดีที่ได้เฝ้ามองดูเค้าก้าวข้ามขอบเขตของเรื่องเพศสภาพ เชื้อชาติ ขนาดของร่างกายและหมวดหมู่อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับบรรทัดฐานทางสังคมมาได้อย่างสวยงาม จีดราก้อนเป็นและยังคงเป็น ดวงดาวที่ส่องสว่างและเป็นไอค่อนในจักรวาลแห่งแฟชั่นโดยที่โว้กได้รับเกียรติให้ถือความภาคภูมิใจในฐานะเจ้าของพื้นที่ จีดราก้อนและโว้ก ต่างร่วมกันก่อสร้างโครงร่างของจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยขึ้นมา   

        ในโว้กฉบับเดือนกันยายนปี 2020 กองบรรณาธิการของโว้กทั้ง 26 ประเทศต่างร่วมใจที่จะทำฉบับประจำเดือนที่มีธีมเหมือนกันทั่วโลก เป็นธีมของความหวัง โว้กเกาหลีในฉบับปกแห่งความหวังนี้ ประกอบไปด้วยชิ้นงานศิลปะที่เป็นโคมไฟที่จีดราก้อนได้ทำขึ้นมาเอง  จีดราก้อนแห่งวงบิกแบง ควอนจียงในฐานะศิลปินเดี่ยวและผู้ที่อยู่เบื้องหลังยี่ห้อ PEACEMINUSONE ในปี 2021 เราพบเค้าในโซนปลอดภัยประจำตัว นั่นคือในห้องบันทึกเสียงของเค้า มาในปีนี้เรานัดพบกับเค้าในปารีส  

 


        เมื่อครั้งโว้กฉลองฉบับครบรอบ 20 ปี คุณ Karl Lagerfeld ถูกถามว่าแนวทางใดคือทางสร้างสรรค์ที่สุดในการที่จะตีความและทำให้ชาเนลกลับมาสดใสได้อีกครั้ง คำตอบของเค้าได้ชักนำโลกทั้งหมดเข้าสู่โลกแห่งการดีไซน์ คำตอบของคุณคาร์ลสามารถนำมาปรับใช้กับการทำงานระหว่างโว้กและจีดราก้อนได้เป็นอย่างดี การร่วมงานกัน จำเป็นต้องให้ความรู้สึกและภาพลักษณ์ที่แปลกใหม่ ในขณะเดียวกันจะต้องยังคงหยั่งรากลึกชัดเจนในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะจู่ๆก็เกิดขึ้นได้เอง ใครกันที่จะคอยหล่อเลี้ยงโลกร่วมสมัยนี้ได้อย่างสร้างสรรค์มากที่สุด? ในยุคที่ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป เพราะเรามีทุกสิ่งมากเกินไป ช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดเกิดขึ้นจากการผจญภัยทางศิลปะอย่างที่จีดราก้อนได้ทำ

         วันนึงในฤดูร้อนที่สดใส หนึ่งเดือนหลังจากที่จีดราก้อนได้ถ่ายปกกับโว้กในปารีส เค้าก็ส่ง  คำตอบที่รอบคอบและเข้าใจง่ายสำหรับคำถามของเรา ผ่านมาทางเครื่องบันทึกเสียง 

 

  

        ในขณะที่นำเสนอคอลเลกชั่น Chanel Cruise 2023 ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของชาแนล คุณ Virginie Viard กล่าวว่า “โมนาโก เป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่าเรื่องอื่น  … ระเบียงและเฉลียง ร่มขนาดใหญ่ กระเช้าดอกไม้ — มีความสวยงามมากมายจริงๆ” การเดินทางไปมอนติคาร์โลเพื่อชมแฟชั่นโชว์และเดินทางต่อไปปารีสเพื่อถ่ายแบบกับนิตยสารโว้ก คุณได้รับประสบการณ์อะไรที่ทำให้คุณเห็นด้วยกับคำพูดของคุณ Virginie ที่กล่าวไว้ในเรื่องของโมนาโกบ้างไม๊??   

        นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปเยือน โมนาโคครับ แต่ผมเข้าใจความประทับใจที่คุณViard กล่าวชมโมนาโคไว้ครับ ตลอดเวลาที่อยู่ที่โมนาโคผมพบว่ามันสวยงามและมีความเก่าแก่ โรงแรมที่เราพักนั้นอยู่บนยอดเขา และผมสามารถที่จะนอนลงบนเตียงไปพร้อมๆกับการมองออกไปนอกหน้าต่างมองดูเมฆลอยบนท้องฟ้า เหมือนกับว่าผมอยู่บนก้อนเมฆยังไงยังงั้น (หัวเราะ)  เมืองนี้มีความสดใสเจิดจ้า และความอบอุ่น เสมือนความรู้สึกในฝันครับ

        แรงบันดาลใจจากชุดกีฬาริมชายหาดใน Cruise collection 2023 จากชาแนลได้ขยายขอบเขตความต้องการของแบรนด์ที่จะแสวงหาอิสรภาพมาอย่างต่อเนื่องคุณตีความแรงบันดาลใจที่ได้จากคอลเลคชั่นนี้ออกมาอย่างไร และการที่ได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของชาเนลให้ความรู้สึกยังไงบ้าง?? 

         จากธีมลุคกีฬาชายหาด ชาเนล Cruise Collection ได้สร้างความประทับใจให้กับผมในเรื่องของความรู้สึกที่อิสระเสรี ที่เปี่ยมไปด้วยความมีรสนิยม ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาชมคอลเลคชั่นของชาแนลในที่ใหม่ แคทวอล์กนอกอาคารริมชายหาดและการจัดเวทีนั้นล้วนตื่นตาตื่นใจ ในฐานะที่เป็นโชว์โชว์นึงมันไม่ได้มีการจัดเตรียมอะไรมากนักแต่มันเป็นการนำเสนอที่ชวนให้เรามองดูในบรรยากาศสบายๆในเมือง มันเป็นการมองดูนางแบบที่แสนวิเศษเหล่านี้ในฉากที่เป็นธรรมชาติ พร้อมกับชุดสวย เครื่องประดับและของประกอบฉากต่างๆ ผมคิดว่าทุกอย่างทำออกมาได้แปลกใหม่และเปี่ยมไปด้วยรสนิยม อากาศในโมนาโคมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว และคอลเลคชั่นนี้ก็จับบรรยากาศแบบนั้นออกมาได้อย่างระเอียดละออ ฟังๆดูอาจจะเหมือนแผ่นเสียงตกร่องนะครับ แต่ชาเนลได้จับแนวทางสไตล์ออกมาดีมากๆ ตั้งแต่เริ่มแรกเลยจริงๆแล้วชาแนลคือความเป็นอิสรภาพสำหรับผม ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ผมจะแมทชุดของผมไม่ว่าจะเป็น ชุดนอนหรือชุดสูทเข้ากับงานของชาแนล ความชื่นชมที่ผมมีต่อชาแนลนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ผมศึกษาเรื่องแฟชั่น แฟชั่นสามารถเป็นภาษาเฉพาะตัวที่ใช้อธิบายตัวคนคนนึงได้ และในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ยังมีหลายสิ่งให้ผมเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจครับ ชาแนลมักจะสร้างความสุขให้เสมอ   

 

  

        ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?? คุณพอจะอธิบายหน่อยได้ไม๊ว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นยังไง อุณหภูมิเป็นยังไง?? บรรยากาศเป็นยังไง?? บางทีคุณอาจจะเปิดเพลงอยู่รึเปล่า??

        ผมอยู่บนโซฟาครับ (หัวเราะ) อากาศตอนนี้อบอุ่นเป็นอุณหภูมิที่น่าพึ่งพอใจครับ  บรรยากาศละมุนและทำให้ใจเต้น บางทีอาจเป็นเพราะผมกำลังนึกถึงคอลเลคชั่นจากชาแนล และตอนนี้ก็กำลังให้สัมภาษณ์กับโว้กเลยไม่ได้เปิดเพลงใดๆเลยครับเพราะผมกำลังตั้งสมาธิกับการสัมภาษณ์ และผมไม่อยากให้เสียงเพลงมา กลบเสียงของผมด้วย ดังนั้นตอนนี้มีแค่ผมครับ  

         สตูดิโอบันทึกเสียงสำหรับคุณแล้วมันมีความหมายอย่างไร และคุณจะอธิบายมันออกมายังไง?? 

        ในแง่ของพื้นที่ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน พื้นที่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละส่วนของบ้านต่างตอบรับจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป เช่น ห้องนอน สตูดิโอของผมก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวเช่นกัน สตูดิโอของผมคือห้องเด็กเล่นหรือห้องพักผ่อน ที่ที่ผมสามารถที่จะตั้งสมาธิกับบางสิ่งได้อย่างเต็มที่ ปราศจากพันธนาการและการควบคุมเป็นที่ที่ผมได้สำรวจความคิดและความรู้สึกของตัวเองได้เท่าที่ใจต้องการ มันเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับผมมากๆครับ

         เวลาที่เรานึกภาพสตูดิโอของศิลปิน เรามักจะนึกถึงพื้นที่ที่บางสิ่งบางอย่างที่ใหม่เอื่ยมที่สุดถูกทำให้มีชีวิตขึ้นมาท่ามกลางความว่างเปล่า คุณ ฮารูกิ มูราคามิ ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเรื่องการเขียนหนังสือกล่าวไว้ว่า " การเป็นนักเขียนนั้นเป็นงานที่ใช้ทั้งแรงกายและแรงใจอย่างหนักหน่วง" ในหมวดหมู่งานที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์อย่างมากเรื่องของแรงกายที่ต้องทุ่มเทลงไปมักจะถูกมองข้าม คุณมีวิธีที่จะทำให้ตัวเองคงความแข็งแรงและมีสุขภาพดียังไงบ้าง??

        ผมมีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำเหมือนกันครับ ซึ่งผมพึ่งสร้างมันขึ้นมาเมื่อเร็วๆนี้เอง (หัวเราะ) สุขภาพที่ดีและสมบูรณ์เป็นพื้นฐานในกิจกรรมทุกๆอย่าง ดังนั้นผมจึงเริ่มที่จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในกิจวัตรประจำวันที่ผมตั้งขึ้นมาจะมีเวลาในการทานข้าวและออกไปวิ่ง อะไรแบบนี้ครับ

 


  

        มีแนวเพลงใหม่ๆในตอนนี้ที่คุณรู้สึกว่าน่าสนใจหรือแปลกใหม่บ้างไม๊??

        ผมคุ้นเคยกับการฟังเพลงและชื่นชมผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินทั่วโลกครับ มันเป็นสิทธิพิเศษที่ยอดเยี่ยมและเป็นความสุขเหลือเกิน ผมมีความชื่นชอบในสิ่งที่ผมได้ค้นพบอยู่มากเลยละครับ ดังนั้นถ้าจะให้ผมขีดเส้นแบ่งหรือจัดระเบียบให้มันแคบลงมาเหลืออยู่แค่เพลงที่แปลกใหม่และน่าสนใจผมคงทำไม่ได้ เพราะทุกๆอย่างมันล้วนดีไปหมดตั้งแต่การที่ภาษาถูกนำมาใช้เป็น memes ในโลกออนไลน์ ผมเห็นว่าทุกอย่างล้วนแสนวิเศษครับ  

        ในฐานะศิลปิน ความสนใจของคุณล้วนถูกนำมาเปิดเผยสู่สาธารณะบ่อยๆ หนังสือเล่มไหน ภาพยนตร์หรืองานศิลปะใด ที่คุณกำลังให้ความสนใจในเร็วๆนี้บ้าง??  

        ระยะนี้ผมอ่านหนังสือเยอะมากครับ และผมก็ดูภาพยนตร์อย่างน้อยวันละ 2เรื่อง ผมมีความสุขที่ได้อ่านและเก็บแรงบันดาลใจใหม่ๆ พูดตรงๆนะครับผมก็มีความอยากรู้เกี่ยวกับความสนใจของตัวเองพอๆกับที่คนอื่นสนใจแหละครับ (หัวเราะ) ความอยากรู้อยากเห็นเป็นส่วนที่สำคัญในตัวของผม และโลกใบนี้มีสิ่งที่น่าค้นหาอยู่มากมายเต็มไปหมด ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมก็ค้นพบว่าความอยากรู้อยากเห็นของผมขยายความกว้างออกไปอีกและความคิดของผมในเรื่องเกี่ยวกับงานศิลปะก็มีหลายแง่มุมมากขึ้นครับ 

        ในฐานะที่เป็นคนคนนึงและในฐานะที่เป็นศิลปิน  raison d’être (แรงขับ) ของคุณคืออะไร??

        ผมคงต้องตอบว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆครับ แต่ในฐานะคนคนนึง คนที่ชื่อควอนจียง แรงขับเคลื่อนของเค้าคือความฝันและการให้คุณค่า ในฐานะศิลปินที่ชื่อจีดราก้อนเค้าได้รับพลังและถูกหล่อเลี้ยงด้วยแฟนๆ ผมมายืนอยู่ตรงนี้ได้ด้วยเสียงเพลง ผมจะยังคงทำงานเพลงต่อไปเพราะทุกคนได้ตอบแทนความพยายามของผมกลับมาด้วยความรัก มันเป็นมาตรฐาน มันเป็นค่านิยมหลัก และเป็นผู้คนที่ผมเอาใจใส่อย่างสุดซึ้ง ผมพยายามที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ในชีวิตประจำวันของผม ซึ่งการทำเช่นนี้มันช่วยให้ผมใส่ใจในระเอียดต่างๆได้มากขึ้นและมีความแข็งแกร่งที่จะพัฒนาต่อไปครับ

 


  

        เมื่อเร็วๆนี้ คุณกล่าวว่าคุณติดตามสถานการณ์ปัจจุบัน ติดตามดูว่าอะไรที่กำลังโด่งดัง และเรื่องราวที่ผู้คนให้ความสนใจ คุณช่วยอธิบายกระบวนการทางความคิดของคุณให้เราฟังได้ไม๊?

         ผมเป็นนักดนตรีเพลงป็อปครับ ดังนั้นผมต้องใส่ใจในสิ่งที่กำลังอยู่ในกระแส เอาเป็นว่าผมขออธิบายหน่อยดีกว่า คือผมไม่ค่อยอยากรู้ว่าอะไรที่อยู่ในกระแสแต่อยากรู้ว่าแฟนๆกำลังสนใจอะไรกันอยู่ครับ การพูดคุยกับพวกเค้าและมีส่วนร่วมในสิ่งที่สนใจ ผมต้องเฝ้าจับตาดูและต้องเรียนรู้ต้องสนใจในเรื่องปัจจุบัน ทำแบบนี้ผมสามารถที่จะได้แรงจูงใจและจะได้ซึมซับอิทธิพลต่างๆได้ ผมมีความอยากรู้จริงๆว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผมคิดว่าผมมีความสามารถที่จะคาดเดากระแสและแนวโน้มได้เป็นอย่างดีนะครับ

        PEACEMINUSONE และการร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่น ดูจะเป็นส่วนสำคัญในตัวตนของคุณมากทีเดียว มันแสดงให้เห็นว่าคุณชอบที่จะตอบรับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณให้คุณค่าและต้องการจะแบ่งปันแนวทางนี้กับผู้อื่นด้วย  

         ถ้าหากว่าเราเคยร่วมงานกันมาก่อนมันมีโอกาสที่เราจะได้โคจรกลับมาพบกันอีกครั้ง ผมชอบแบบนี้มากกว่าครับ และจริงๆเพราะผู้คนที่ผมทำงานด้วยล้วนเป็นคนที่วิเศษมากๆ เป็นคนที่ผมมีความรักให้มากๆและเราต่างเป็นเพื่อนร่วมงานในเส้นทางนี้ของชีวิต ความไว้ใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดเมื่อคนเรามาอยู่ร่วมกัน มันเกี่ยวกับการทำงาน ใส่ความพยายาม ร่วมรับผิดชอบ และคอยสนับสนุนกันและกัน และการกระจายความรัก มันมีอะไรมากกว่าการทำงาน เพราะเราต่างร่วมแบ่งปันสิ่งที่อยู่ภายในใจของเราและมันเชื่อมโยงเราเข้าด้วยกัน และมันทำให้เราเห็นคุณค่าในกันและกัน ผมหวังว่าจะทำให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไปและผมหวังว่าด้วยวิธีการนี้จะมีคนดีๆ อยากที่จะเข้ามาร่วมงานกับผมเพิ่มมากขึ้นครับ (หัวเราะ) 

        ครั้งนึงคุณเคยอธิบายว่า ดอกไม้ให้ทั้งความรู้สึกสวยงามและเศร้า เมื่อ 4 ปีที่แล้วบิกแบงได้ปล่อยซิงเกิ้ล  “Flower Road ” ออกมา และในปีนี้ทางวงได้มอบซิงเกิ้ล "Spring Summer Fall Winter" ให้กับพวกเรา ดอกไม้ถูกนำมาใช้เป็นธีมและยังปรากฏในเนื้อเพลงและในงานศิลปะบนปกอัลบั้ม ซึ่งกระตุ้นอารมณ์ออกมาในทุกรูปแบบ คุณมองว่าดอกไม้ถูกจำกัดความยังไงในเพลงและอะไรที่ทำให้มันดึงดูดใจคุณ??

        ความชื่นชอบที่ผมมีต่อดอกไม้นั้นยังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปครับ ผมค้นพบว่ามันทั้งสวยงามและชวนให้ใจสลาย ดอกไม้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่แตกต่างกันไป บางครั้งความรู้สึกของผมก็ถูกฉายลงบนดอกไม้ ผมชอบดอกไม้ในฐานะที่เป็นตัวแทนของความเยาว์วัย บางครั้งมันให้แรงบันดาลใจแก่ผม บางครั้งมันทำให้ผมผ่อนคลายลง การมองดูดอกไม้สามารถกระตุ้นความคิดได้มากมายและบางครั้งมันยังชำระล้างจิตใจของผมให้ว่างเปล่าและเข้าถึงความสวยงามในวิถีแห่งเซน ไม่ว่าผมจะตั้งใจตั้งสมาธิหรือแค่ใช้เวลาสบายๆ ดูเหมือนดอกไม้จะเป็นแหล่งของความอบอุ่นและความหอมละมุนที่ถูกต้องเสมอ 

        ในตอนนี้อะไรคือสิ่งที่คุณให้คุณค่า อะไรที่คุณกำลังยึดถือ?

         การที่ไม่ลดทอนคุณค่าของสิ่งที่ผมยึดถือในอดีต และการสร้างคุณค่าใหม่จากสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้ ผมไม่อยากจะแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันครับ ระยะหลังนี้ผมใช้เวลามากมายไปกับการคิดถึงคุณค่าที่ไร้เดียงสานิจนิรันดร์แ ละยังมีคุณค่าที่คุณจะตั้งเอาไว้ในใจตลอดระยะเวลาในชีวิตนี้ สิ่งเหล่านั้นที่คุณจะไม่ยอมแลกกับอะไรทั้งนั้น ทุกๆสิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับผมเท่าๆกันครับ  



from: Vogue July 2022 

Thai Translation By Miss Mew

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

เตรียมตัวให้พร้อมไปกับจีดราก้อนที่งานโชว์ของ ชาแนล

    


 ย้อนกลับไปในปี 2015 ปีนั้นเป็นปีที่ชาเนลได้นำเอาโชว์ คอลเลคชั่น Cruise ไปโชว์ที่ โซล คุณKarl Lagerfeld ผู้ล่วงลับได้ทำนายเอาไว้ว่า อีกไม่นานโลกจะต้องหลงใหลไปกับความเป็น เกาหลีใต้ และแน่นอน แฟชั่นไอค่อนผู้ไม่เกรงกลัวใดๆ จีดราก้อน ซูเปอร์สตาร์ชาวเกาหลี หรือในชื่อจริง ควอนจียง เค้าได้เป็นภาพลักษณ์ให้กับ ชาแนล มากว่า 10 ปีแล้วจนถึงปัจจุบัน 

    จีดราก้อนเป็นหนึ่งใน วงเคป็อป บิกแบง ที่กลับมาออกเพลงอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้วหลังจากหายไปกว่า 4ปี พวกเค้ากลับมากับซิงเกิล Still life กับการมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วกับปี 2022 บนหาดทรายของ Monte Carlo Beach Club และ จีดราก้อน ก็กลับมานั่งอยู่ในแถวหน้าของ Chanel เช่นกัน เคียงข้างกับ Kristen Stewart, Vanessa Paradis, แร็ปเปอร์ Abd Al-Malik และราชวงศ์ Monegasque ในชีวิตจริงอีกหลายคน


 

ก่อนอื่นเลย คุณช่วยบอกเราถึงการแต่งตัวในวันนี้หน่อยครับ
หลังจากที่มีฝนตกมาตลอดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมอยากให้มี สายรุ้งครับ ที่เกาหลีผมและเพื่อนๆในวงพึ่งจะออกซิงเกิลเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งเป็นเวลากว่า4ปีแล้วที่เราออกซิงเกิลสุดท้ายมา ดังนั้นผมจึงทำผมสีนี้เพราะเราออกเพลงที่มีชื่อว่า  “Still Life”  และที่เกาหลีกำลังเป้นฤดูใบไม้ผลิเข้าฤดูร้อน ผมเลยอยากจะแต่งตัวให้ได้อารมณ์แบบนั้น ด้วยโทนสีที่สว่างๆ

คุณเข้าร่วมโชว์กับ ชาแนลมาหลายปี ส่วนไหนที่เป็นส่วนที่คุณชอบมากที่สุดในประวัติศาตร์ของชาแนล ??
พูดตามตรงนะครับ มันเยอะมากๆ มันเป็นประวัติศาตร์ที่ยิ่งใหญ่ ผมคิดว่าผมเข้าร่วมโชว์กับชาแนลครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน และผมยังคงไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ มันเหมือนกันสถานการณ์ที่เราได้เจอเพื่อนได้เจอครอบครัวมากกว่าที่จะเป็นธุรกิจ มันคือการติดต่อจากคนสู่คน

คุณมีคำแนะนำอะไรให้กับช่วงเวลาที่อยู่ที่โมนาโคไม๊ครับ?
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผมที่นี่ครับ ดังนั้นคุณควรจะบอกผมมากกว่าสิครับ !! คำแนะนำของผมคือ พักผ่อนครับ แค่พักผ่อน เป็นเวลายาวนานมากกว่าผมจะสามารถเดินทางได้ ดังนั้นทุกอย่างจึงดูสดใหม่ ผมจะทำตัวสบายๆและใช้เวลาอย่างมีความสุขที่ได้มาอยู่ที่นี่ครับ 

Coco Chanel เป็นคนที่เชื่อในเรื่องโชคลางมาก ดังนั้นเลยเป็นเหตุผลที่ว่าโชว์ถึงจัดขึ้นในวันที่ 5 เดือน 5 เพราะเลข 5 เป็นเลขนำโชคของเธอ คุณมีความเชื่อเรื่องโชคลางหรือมีเครื่องรางนำโชคของตัวเองบ้างไม๊ครับ??
ผมเกิดวันที่ 18-08-88 ดังนั้นผมคิดว่า 8 คือตัวเลขนำโชคของผมครับ แต่ผมก็ชอบเลข 3 ด้วยครับ


from:https://i-d.vice.com/en_uk/article/jgm7ak/g-dragon-chanel-interview

Thai Translation by Miss Mew

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565

T.O.P กลับมาแล้ว ดวงดาวที่ถือกำเนิดอีกครั้ง

    เป็นเวลากว่า 5ปีแล้วที่ แร๊พเปอร์ ชเวซึงฮยอน หรือที่เป็นที่รู้จักกันดีในนาม T.O.P จากวงดนตรีชื่อดัง บิกแบงได้หายไปจากสื่อต่างๆ ตอนนี้เค้ากลับมาแล้วพร้อมกับมีหลายๆสิ่งที่อยากจะพูด ว่าที่ผ่านมาเค้าไปไหนและทำอะไร 


 

T.O.P:ดวงดาวถือกำเนิดอีกครั้ง

ในบรรดาผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการศิลปะทั่วเอเซีย มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่จะเป็นศิลปิน ที่เหลือล้วนเป็นนักสะสมงานศิลปะที่ไม่น้อยเลยเป็นผู้ที่ร่ำรวยและมีอำนาจ ผู้คนกลุ่มนี้เติมเต็มพื้นที่ว่างของพวกเค้าด้วยงานศิลปะที่แพงที่สุด หายากที่สุด และชิ้นงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด 

ชเวซึงฮยอนเป็นคนนึงในคนจำนวนน้อยที่มีเอกลักษณ์และควบบทบาทเป็นทั้งศิลปินและนักสะสม แต่งานที่เป็นสื่อกลางของเค้ากลับไม่ใช่ ภาพวาดหรือประติมากรรม แต่เป็นดนตรี (นอกจากนี้เค้ายังทำงานสายการแสดงด้วย) คุณน่าจะรู้จักเค้าดีมากกว่าในนาม ที.โอ.พี สมาชิกของวงระดับตำนานจากเกาหลี บิกแบง

คุณชเวถือเป็นหนึ่งในนักสะสมอายุน้อยที่มีชื่อเสียงในวงการ contempory art ในภูมิภาคนี้ เค้าเริ่มฉายแววในวงการธุรกิจนี้เมื่อ 10 ปีก่อน เมื่อเค้าถูกเชิญให้นำงานศิลปะที่เค้าสะสมมาใช้ยืมจัดงานที่พิพิธภัณฑ์ Leeum Samsung พิพิธภัณฑ์ศิลปะในโซล นอกจากนี้เค้ายังเป็น ภัณฑารักษ์รับเชิญให้ร่วมจัดนิทรรศการศิลปะที่ พิพิธภัณฑ์ ArtScience ในสิงคโปร์ และที่ฮ่องกงเค้าร่วมทำหน้าที่ภัณฑารักษ์ในการจัดงานประมูล Asain and Western Art ให้กับทาง Sotheby ซึ่งทำเงินได้ในระดับหลักล้านเพื่อที่จะนำไปช่วยเหลือศิลปินในภูมิภาคเอเซีย

คนที่จะเป็นทั้งนักร้องดังและเป็นผู้อุปถัมภ์งานศิลปะแบบคุณชเวเป็นคนประเภทที่หายาก ถ้าคุณจะมองหาคนที่จะสามารถจับเอาชื่อของ Mark Grotjahn และ Piet Mondrian ให้เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนๆคนรุ่นใหม่ ใครจะทำหน้าที่นี้ดีไปกว่าตัวของคนที่เป็นทั้งผู้สร้างสรรค์งานและนักสะสมที่สามารถพูดถึงอนาคตของวงการศิลปะในเอเซียได้อย่างเค้าอีก

แต่คุณชเวได้ก้าวถอยจากแสงสปอตไลท์ออกมาเมื่อ 5 ปีก่อน การหายตัวไปของเค้าทีแรกไม่ได้คาดว่าจะกินระยะเวลายาวนานขนาดนี้ การต้องรับหน้าที่ในกรมทหารของชายในประเทศเกาหลี คือ คำสาปที่กินเวลา 2 ปีเท่านั้น แต่หลังจากที่คุณชเวรับหน้าที่นั้นจบสิ้น เค้ากลับยังคงหายไปจากการรับรู้ของแฟนๆ จากการสัมภาษณ์ จากวงการบันเทิง ปล่อยให้หลายๆคนสงสัยว่าเค้าจะรู้สึกยังไงและเค้าจะกลับมารึเปล่า?? 

ในตอนที่เรา ติดต่อไปหาคุณชเวเพื่อทำนิตยสาร Prestige ในฉบับงานศิลปะ เค้าเปิดใจพูดคุยในเรื่องความหลงใหลที่เค้ามีต่องานศิลปะซึ่งเค้าเรียกมันว่าแรงขับเคลื่อนของเค้า และ จากนั้นหนึ่งวันก่อนที่จะมีการสัมภาษณ์ มีข่าวใหญ่ประกาศออกมาว่า วงบิกแบงจะคัมแบคหลังจากปล่อยให้ผู้คนรอคอยมาเป็นเวลายาวนานด้วยซิงเกิลใหม่ และ T.O.P จะไม่ต่อสัญญากับต้นสังกัดหลังจากที่อยู่สังกัดนี้มากว่า 16 ปี

ตอนที่เจอหน้ากันผ่านโปรแกรม Zoom คุณชเวแต่งตัวสบายๆ ด้วยหมวกสีดำและเสื้อมีฮู้ดสีฟ้า แต่เห็นได้ชัดว่าเค้าได้เตรียมตัวเพื่อการสัมภาษณ์นี้มาอย่างยาวนาน ดาราที่มีความโด่งดังในระดับนี้หายากที่จะชอบพูดความเห็นของตัวเองในที่สาธารณะโดยเฉพาะกับการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร แต่วันนี้กลับมีเค้าคนเดียว ไม่มีกองทัพประชาสัมพันธ์และทีมงานผู้ดูแลแต่อย่างใด มีเพียงเค้ากับผู้ช่วยแปล (ซึ่งเค้าเรียกว่า "คุณครูสอนภาษาอังกฤษของผม" ) ผู้ช่วยแปลจะมาอยู่กับเราในการสัมภาษณ์เพื่อเน้นย้ำว่าทุกคำพูดจะมีความหมายตรงกับความตั้งใจของเค้า บางสิ่งที่เค้าบอกกับเราว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่เค้าตั้งหน้าตั้งตาที่อยากจะเปิดเผยออกมาเป็นครั้งแรกในวันนี้  

"นี่เป็นเวลาที่ผมจะก้าวไปสู่ขั้นต่อไปในอาชีพการงานและชีวิตของผมครับ" เค้าพูดพร้อมรอยยิ้ม ความทะเยอทะยานของคุณชเวมีมากกว่าที่เคยมีมา และ นี่คือจุดเริ่มต้น 




 

ในปี 2017 หนึ่งในศิลปินเพลงป็อปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนนึงยืนบนเวทีและกล่าวคำอำลาต่อหน้าแฟนๆของเค้า มันไม่ใช่การบอกลาที่ลาแล้วลาเลยตลอดไปแต่เป็นการบอกลาที่จะเอนไปในทาง แล้วเราจะเจอกันใหม่ มากกว่า อย่างน้อยในตอนนั้นแผนการก็ถูกวางมาแบบนั้น มันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก้โหดร้ายสำหรับชีวิตของแฟนคลับวงบอยแบรนด์เกาหลี ที่เด็กหนุ่มชายทุกคนจะต้องเข้ารับหน้าที่ในกรมทหารโดยกฏหมาย และเมื่อไอดอลของคุณจากไป พวกเค้าไม่ได้กลับมาเหมือนเดิมเสมอไป  

ในขณะที่ คุณชเวรับใช้ชาติในกรมทหาร มีเรื่องน่าตกใจซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้กัญชา ออกข่าวอย่างครึกโครม มันถูกพูดถึงในข่าว ในโลกออนไลน์ และถูกนำมาตัดสินบนศาลเตี้ยผ่านความคิดเห็นของสาธารณชน และถูกนำไปตัดสินบนศาลยุติธรรมจริงๆด้วยเช่นกัน ซึ่งเราต้องมองเรื่องนี้ผ่านสายตาของชาวเกาหลีที่การใช้กัญชายังคงเป็นข้อหาร้ายแรง การใช้เพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจยังมีโทษจำคุกมากกว่า 5 ปีและปรับสูงสุดที่ 50 ล้านวอน

เค้าอธิบายถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่าเป็น "เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด"ในชีวิตของเค้า จากนั้นเค้าค่อยๆหายตัวไปจากหน้าสื่อสาธารณะ ทิ้งไว้แต่ข่าวลือและการคาดเดาเหตุการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป 

"นี่เป็นครั้งแรกที่ผมออกมาพูดเรื่องนี้ผ่านสื่อครับ ผมพยายามที่จะฆ่าตัวตายเมื่อ 5 ปีก่อน" คุณชเวเล่าพร้อมมองไปที่อื่นและลดเสียงลง "ผมมาตระหนักได้ทีหลังว่าผมได้มอบความเจ็บปวดและความทรงจำที่เลวร้ายมากมายขนาดไหนให้กับผู้คนรอบข้างผม ครอบครัวของผม และแฟนๆของผมข้างนอกนั่น "

"จริงๆแล้ว ผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะหยุดทำงานเพลงและเลิกเป็นนักดนตรี แต่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายนั้น ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้น แรงผลักดันที่ทำให้ผมก้าวต่อไปข้างหน้า คือ ดนตรี ผมเขียนเพลงมากกว่า 100 เพลงในช่วงเวลา 5 ปีให้หลังมานี้ มันคือแรงจูงใจของผมเหมือนกับความต้องการที่จะเติมเต็มชั้นหนังสือด้วยงานของผม มันคือความหลงใหล ผมตระหนักดีว่าการตอบแทนสิ่งที่ผมได้รับมานั้นมีค่ามากเพียงใด" เค้ากล่าว “ผมรู้สึกว่าผมได้เกิดใหม่”

คุณชเวผ่อนไหล่ลงและยิ้ม น้ำหนักทั้งมวลได้รับการยกออกไปแล้ว 



 

ศิลปะและดนตรีเป็นภาคส่วนที่ขาดไม่ได้ในชีวิตของคุณชเวมาตั้งแต่เริ่มแรก เค้าถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวศิลปิน คุณปู่ทวดของเค้าเป็นผู้บุกเบิกศิลปะในแนว abstract ในเกาหลีคุณ Kim Whanki เค้าได้ค้นพบความรู้สึกรื่นรมย์ที่ยิ่งใหญ่ จากความสวยงามและงานที่เปี่ยมไปด้วยสุนทรีย ศิลปะกลายเป็นพลังที่สมดุลให้กับเค้าที่อยู่ตรงศูนย์กลาง

"ตั้งแต่ผมยังอายุน้อย ผมต้องทุกข์ทรมานกับอาการซึมเศร้าครับ แต่การได้มองดูสิ่งที่สวยงาม โดยเฉพาะงานศิลปะ ผมจะรู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกสบายใจ " คุณชเวกล่าว เค้ายอมรับว่าเค้ามักจะมีสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง

"ผมเกิดมาเพื่อรับความเศร้าครับ" เค้าพูดพร้อมหัวเราะ "ผมจะรู้สึกอ่อนไหวมากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆตั้งแต่ผมยังอายุน้อย ผมรู้จักมัน และรู้สึกถึงมันได้ ผมใช้เวลาและความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะเอาชนะมันโดยการใช้เวลาอยู่กับศิลปะ "

ในฐานะที่เป็นทั้งนักดนตรีและนักแสดง เค้าชอบงานทั้ง 2 อย่างนี้เท่าๆกัน คุณชเวมีความสุขที่ถูกเรียกว่า ศิลปิน แต่เค้าชอบมากกว่าที่จะปล่อยงานศิลปะในแขนงอื่นๆให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพ "ผมคิดว่าคนที่เป็นที่สุดในงานแขนงนั้นๆควรจะเป็นผู้ที่ลงมือสร้างสรรค์งานออกมาครับ" เค้ากล่าว "ผมคิดว่าผมมีสายตาที่จะมองออกว่างานศิลปะชิ้นไหนที่เรียกได้ว่าเป็นงานที่ดี แต่ ผมไม่จำเป็นจะต้องวาดรูประบายสีเก่ง "

ไม่ใช่ว่าคนอื่นๆจะไม่ได้พยายามจะชักจูงเค้าให้เข้าสู่วงการสร้างสรรค์งานศิลปะ ครอบครัวของคุณชเวได้สนับสนุนให้กำลังใจให้เค้าเดินตามเส้นทางศิลปะและสร้างสรรค์ชิ้นงานสวยๆสิ่งที่เค้ารักออกมา แต่เค้ากลับมีแผนการที่ต่างไป

"ตั้งแต่ผมอายุได้ 5 ขวบ ผมก็เริ่มฝันเรื่องงานเพลงและการได้เป็นนักดนตรี ซึ่งความฝันนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย" 

 

 



คุณชเวตกหลุมรักการแร๊พ การแร๊พ ที่เค้าเรียกมันว่าแนวเพลงที่สร้างสรรค์มากที่สุด และเค้าก็เดินไปตามเส้นทางนี้ แต่ในขณะที่เค้ากำลังไล่ตามความฝันทางด้านดนตรีของเค้า คุณชเวก็ไม่ได้ทิ้งความรักที่เค้ามีให้กับ "สุนทรียภาพ" เงินที่เค้าเริ่มได้มาจากการทำงานเพลงทำให้เค้าสามารถที่จะไล่ตามสิ่งเหล่านั้นได้ เค้าเริ่มซื้อและสะสมสิ่งที่เค้ามองว่าสวยงาม เค้าเริ่มจาก การซื้อรองเท้าผ้าใบ จากนั้นก็ขยายไปวงการเฟอร์นิเจอร์ งานดีไซน์ รูปวาด และ ประติมากรรม ภาพ Mondrian homage โดย Tom Sachs และ Concetto spaziale โดย Lucio Fontana ถูกแขวนไว้อยู่ด้านหลังของเค้าในขณะที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่

เมื่อพูดถึงเรื่องการศึกษาและการฝึกฝนเกี่ยวกับรสนิยมทางศิลปะของเค้า สำหรับคุณชเวแล้วมันไม่มีทางลัด ในขณะที่อินเตอร์เนตสามารถเสนอแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันจบให้เราในโลกปัจจุบัน แต่เค้าชอบมากกว่าที่จะจมหายไปกับกองหนังสือศิลปะที่เค้าสะสมเอาไว้ที่บ้าน เค้าชอบกระบวนการที่ได้ค้นคว้าและค้นพบ วันนึงนะ เค้ากล่าว เค้าจะเพิ่มงานของนักวาดภาพ abstract  ชาวอเมริกันคุณ Barnett Newman ไว้ในคอลเลคชั่นของเค้า

จากรายงานข่าวอ้างว่าเค้าใช้เงินรายได้ของเค้ากว่า 95 เปอร์เซ็นต์ไปกับงานศิลปะ แต่เค้าบอกกับผมว่าจริงๆแล้วมากกว่านั้นอีก สำหรับคุณชเว ศิลปะมีความหมายถึงบางอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นเอาได้ แต่ต้องอาศับความรู้สึกเท่านั้น มันไม่ใช่แค่การเดินทางเพื่อค้นพบตัวตนของตัวเอง แต่เป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น

 
"ผมรู้สึกว่าผมเจอตัวเองแล้วในช่วงอายุ 20 ในตอนที่ผมใช้เวลาไปกับการเป็นนักดนตรี" เค้ากล่าว "มันน่าจะเป็นการเดินทางทางจิตวิญญาณมากกว่าค้นพบตัวเองนะครับ" 

สำหรับคุณชเว มันเป็นแหล่งกำเนิดความคิดสร้างสรรค์ของเค้าด้วย

"ผมเชื่อว่าการที่มีงานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ในการสะสมของผมมันจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำเพลงที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดออกมา" คุณชเวกล่าว "ศิลปะคือการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของผม แรงบันดาลใจที่ได้จากการมองเห็นและพลังงานที่ได้รับจากงานศิลปะกระตุ้นผมและกลายเป็นแรงผลักดันที่ขับเคลื่อนผมในรูปแบบใหม่" 

เนื่องจากดนตรีทำให้เค้ามีโอกาสสะสมงานศิลปะ ศิลปะจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เค้าสร้างสรรค์งานดนตรีมากขึ้น และในขณะที่ดนตรีส่องสว่างฉายทางให้เค้าในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต คงไม่เป็นการกล่าวมากเกินไปที่เราจะต้องขอบคุณงานศิลปะ ที่ทำให้คุณชเวยังอยู่กับเราในวันนี้





เนื่องจากเค้าเป็นนักสะสมที่สะสมงานมากมาย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าคุณชเวจะนับศิลปินส่วนหนึ่งว่าเป็นเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน 

"ผมชอบที่จะพูดคุยกับเหล่าศิลปินครับ ไม่ใช่เพราะเรื่องงานสะสมอย่างเดียว แต่ในฐานะที่ผมเป็นศิลปินและนักดนตรี ผมเข้าหาศิลปินเหล่านั้นด้วยความหลงใหลล้วนๆ และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงมีเพื่อนเป็นศิลปินมากมาย และพวกเค้าเปิดใจกับผม แม้ว่าบางครั้งพวกเค้าจะเป็นคนที่ปิดกั้นเอามากๆก็ตาม" 

ประติมากรชาวญี่ปุ่น คุณ Kohei Nawa เป็นหนึ่งในศิลปินที่คุณชเวกล่าวถึง งาน abstrat ที่สร้างจากวัสดุที่เราคุ้นเคยออกมาเป็นงานที่เหนือจริงไม่เหมือนใครของเค้า แน่ละสไตล์นี้เป็นแนวที่คุณชเวชื่นชม

"เค้าเหมือนกับพี่น้องทางจิตวิญญาณของผมครับ" คุณชเวกล่าว "ดูเหมือนว่าพวกเรากำลังจะร่วมเสนองานที่น่าสนใจชิ้นนึงออกมาเร็วๆนี้" เอ๊ะ อะไรบางอย่างเหรอ?? โปรเจค NFT แน่ๆ

ในขณะที่เค้ายังไม่เคยซื้อจาก NFT ใดๆเลยที่ปรากฏอยู่ในตลาดในตอนนี้ (ผมคิดว่าผมจะสร้างงานที่ผมอยากซื้อออกมาเองครับ) เค้ากล่าวว่า เทรนนี้ที่กำลังเติบโตเป็นเรื่องที่ดี ง่ายๆเพียงเพราะว่า มันหมายความถึง ความสวยงามที่ได้จากสิ่งที่มองเห็นได้จะเพิ่มมากขึ้นบนโลกใบนี้

ในตอนนี้เค้ายังไม่สามารถที่จะเปิดเผยรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับงาน NFT ของเค้าได้ แต่เค้าได้พูดถึงอีกหนึ่งโปรเจคที่เค้าได้ทำร่วมกับคุณ Nawa นั่นคือ ยี่ห้อไวน์ของคุณชเวนั่นเอง ยี่ห้อไวน์ที่จะมีงานศิลปะของคุณ Kohei Nawa รวมอยู่ด้วย 

ถัดจากงานศิลปะและแฟนๆของเค้า ความรักยิ่งใหญ่ที่คุณชเวมีต่อมาก็คือ ไวน์ดีๆ ทำไมเราไม่หาวิธีที่จะรวมเอาความรักทั้ง3นี้เข้าไว้ด้วยกันซะเลย เครื่องดื่มสีขาวแดงของเค้าถูกเลือกและผลิตที่ประเทศฝรั่งเคส

"มันเริ่มมาจากในช่วงที่ผมกำลังเผชิญกับความยากลำบากในตอนนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนแรงสนับสนุนที่แฟนๆมีให้ ผมเริ่มเกิดความคิดนี้ขึ้นมาว่า ผมต้องการที่จะแบ่งปันไวน์รสชาติดีๆที่ราคาเป็นกันเองออกมา  ไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มนึง แต่สามารถที่จะแบ่งปันให้กับทุกๆคนได้"

คุณชเวตั้งเป้าหมายไว้ว่าเค้าจะทำไวน์ที่คนสามารถเข้าถึงและจับต้องได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยกำไรส่วนหนึ่งจากการทำไวน์จะนำไปสนับสนุนมูลนิธิศิลปะ เป็นการตอบแทนตามที่เค้าวางแผนไว้

 




สุขภาพจิต เป็นหัวข้อใหญ่ในใจของคุณชเว และเป็นสิ่งที่เขาทุ่มเทเวลาที่มีค่าของเค้าในการค้นคว้าในช่วงปีที่ผ่านมา จากประสบการณ์ของเค้าเองก็เป็นเรื่องที่ยากจะต้านทาน นอกจากนี้เค้ายังเห็นเพื่อน ๆ ของเค้าต้องดิ้นรนเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ และเค้าก็สูญเสียเพื่อนอีกจำนวนนึงจากการฆ่าตัวตาย เฉพาะสถิติในประเทศบ้านเกิดของเค้าเพียงอย่างเดียวก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะสามารถละเลยปัญหานี้ไป

“น่าเศร้าที่เกาหลีเป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ” เค้ากล่าว “ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ผมได้ศึกษาเรื่องนี้เพิ่มขึ้น และในสตูดิโอของผม ผมก็พยายามใส่ความคิดนั้นเข้าไปในดนตรีของผม ผ่านดนตรีของผม ผมต้องการมอบความหวังและความฝันให้กับคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่กำลังสิ้นหวังในขณะนี้”

ในเกาหลีมีระบบนึงที่คุณชเวคิดว่าน่าจะต้องมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดมากนั่นคือ วงการ K-POP

 “ระบบเคป๊อป” เค้ากล่าว “ตัวผมเองโชคดีมากที่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีในฐานะเด็กฝึกก่อนที่จะเดบิวต์" เป็นเวลาที่ค่อนข้างสั้น "แต่หลังจากนั้น ผมเห็นเด็กฝึกทั้งหมด ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง พวกเค้าอยู่ภายใต้ระบบที่โหดมาก พวกเค้าได้รับคำสั่งว่าจะต้องทำอะไรและฝึกฝนเหมือนหุ่นยนต์ วันนึงพวกเค้าอาจโด่งดัง เป็นใหญ่เป็นโต แต่ในหัวใจของพวกเค้าในทิศทางที่เราไม่อาจจะมองเห็นได้ พวกเค้าถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว และรู้สึกอ้างว้างเงียบเหงาอยู่ภายใน"

ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นความรู้สึกที่เค้าสามารถเชื่อมโยงกับตัวเองได้อย่างดี  ทางออกของเค้าในเรื่องนี้หน่ะเหรอ?? บริษัทค่ายเพลงในรูปแบบใหม่ “ผมไม่ต้องการที่จะเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์ครับ” คุณชเวกล่าว “ผมต้องการสร้างศิลปินตัวจริงและช่วยเหลือศิลปินตัวจริง ผมมั่นใจมากว่าสามารถสร้างวงที่แตกต่างจาก BIGBANG อย่างสิ้นเชิงออกมาได้ในอนาคต” ด้วยประสบการณ์กว่า 16 ปีในธุรกิจนี้ มั่นใจได้ว่าเค้ารู้ว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่

สำหรับคุณชเว ระบบเคป้อบเป็นที่ที่เดียวที่เขารู้สึกว่าเค้ามีความสามารถที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ ในขณะที่ก็เสริมว่าเรื่องของสุขภาพจิตสมควรจะได้รับการยอมรับและได้รับการตระหนักรู้มากขึ้นกว่านี้ในทุกๆวงการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อคนหนุ่มสาว “ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมบันเทิงเท่านั้น แต่ผมต้องการที่จะเริ่มกิจกรรมแบบใหม่ที่สามารถมอบข้อความที่เปี่ยมความหวังและการมองโลกในแง่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่บนโลกในขณะนี้ " เค้ากล่าว 

หากย้อนไปได้ เค้าอยากจะบอกตัวเองเมื่อครั้งยังเด็กกว่านี้ว่ายังไง คุณชเวตอบว่าเค้าจะบอกตัวเองว่า "กล้าหาญเข้าไว้นะ"

 



 

หากคุณไม่ได้อยู่ร่วมเป็นพยานรับรู้ มันก็เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายได้ว่าบิกแบงนั้นเคยโด่งดังมากแค่ไหน ก่อนที่ Squid game จะฉีกทุกสถิติที่มีจากการเข้าชมซี่รีย์ผ่านการสตรีมมิ่ง  ก่อนที่ Parasite จะได้รับรางวัลออสการ์ ก่อนที่ Blackpink จะเข้ามาสถิตอยู่ในทุกพื้นที่ของเรา ในตอนนั้นเรามี บิกแบง และนั่นคือ Korean Wave ที่ยังคงโลดแล่นสูงขึ้นในตอนนี้เป็นผลมาจาก พวกเค้าในตอนนั้น

"ผมคิดถึงเรื่องนี้ในแง่บวกมากๆนะครับ " คุณชเวกล่าวถึงบทบาทของบิกแบงในตอนนี้ที่จู่ๆกระแสความหลงใหลในเกาหลีกลายมาเป็นกระแสที่ครอบงำคนไปทั้งโลก "ผมคิดว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นครับ มันจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีก”

แม้แต่นักดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดก็ยังมีปัญหาในการก้าวออกจากแนวเพลงของตัวเอง แต่       บิกแบง กลับทำให้มันดูเป็นเรื่องง่าย อัลบั้มที่ออกมาล้วนมีองค์ประกอบของการแร็พ, R&B,  เพลงแด้นช์ , การเต้นแทร็ป , ร็อค หรือแม้แต่เพลงดิสโก้ เปิดโอกาสให้สมาชิกวงที่มีความต่างกันแต่ละคนมีช่วงเวลาที่จะเปล่งประกายจากเพลงหนึ่งไปยังอีกเพลงหนึ่ง พวกเค้าไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศบ้านเกิดของตนดูทันสมัยเท่านั้น แต่พวกเค้ายัง เขียนกฎเกณฑ์ของดนตรีป๊อปขึ้นมาใหม่ ด้วยความสำเร็จเชิงพาณิชย์ระดับปรากฏการณ์หนุนหลังพวกเค้า และฐานของแฟนๆที่อยู่ในมือทั่วโลก 

สำหรับนักดนตรีบางคน นี่คือสิ่งที่สร้างขึ้นจากความฝัน แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อความฝันนั้นไม่สามารถแบ่งปันออกไปได้อีกแล้ว?? จากซิงเกิลล่าสุด Flower Road 4ปีที่ผ่านไป คำถามนี้ก็ยังติดอยู่ในใจของคุณชเวตลอด 

"ตั้งแต่แรกเริ่ม ผมมักจะแบ่งปันกับแฟนๆของผมเสมอว่าผมภูมิใจมากๆกับการได้เป็น T.O.P จากบิกแบง แต่ในช่วง2-3ปีให้หลังผมเริ่มคิดว่าบางทีนี่คงจะเป็นจุดจบแล้ว บางทีอาจจะต้องไม่มี T.O.P จากบิกแบงไปซักพัก" เค้ากล่าว 

"บิกแบงเป็นวงไอดอล" เค้าพูดพร้อมหัวเราะ "แต่ตอนนี้ผมแก่เกินไปแล้วและทุกๆคนก็แก่ด้วย"

ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยมุขหรือพูดจริงเค้าก็มีเหตุผลของเค้า เด็กชายย่อมเป็นเด็กชายจนกว่าพวกเค้าจะโตขึ้นและไม่ได้เป็นเด้กอีกแล้ว คุณชเวกล่าวเสริมว่าการคัมแบคในเร็วนี้ๆ เพลงที่เค้าทำกับวงบิกแบงจะมีข้อความที่เค้าอยากมอบให้กับแฟนๆ และ บางข้อความที่จะบอกถึงเหตุผลที่ทำไมเค้าถึงจะหยุดพักจากเป็นบิกแบงไปก่อน 

"ด้วยความซื่อสัตย์ที่ผมมีต่อแฟนๆอย่างที่สุด ผมไม่อยากบอกเลยว่า นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของผม แต่ถ้าจะให้พูดตรงๆ มันคงจะอีกนานทีเดียวกว่าที่ผมจะกลับมาอีกครั้งในฐานะ T.O.P จากบิกแบง ในช่วงกว่า 5ปีนี้ รสนิยมทางดนตรีและกิจกรรมของพวกเราน่าจะต่างกันออกไปมาก และตอนนี้เพลงของบิกแบงและเพลงของ T.O.P นั้นก็ค่อนข้างแตกต่างกัน ผมอยู่ในจุดนึงของชีวิตที่ผมอยากจะตื่นรับกับสิ่งท้าทายใหม่ๆทั้งการกระตือรือร้นที่จะรับและส่งผ่านออกไป"

เค้าเปิดช่องเอาไว้ในอนาคตว่าน่าจะมีโอกาสที่ บิกแบงจะได้มารวมตัวกันอีก โดยกล่าวว่า เค้ารักวงของเค้ามากและมีสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตัดไม่ขาดกับสมาชิกวงแต่ละคน

"ผมเคยพูดกับแฟนๆตั้งแต่ผมเดบิวต์แล้วว่าผมวางแผนที่จะคัมแบคด้วยอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองไม่วันใดก็วันนึงในอนาคต เมื่อผมพร้อม และตอนนี้ผมรู้สึกแล้วว่าผมพร้อมแล้ว" เค้ากล่าว "อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกของผมจะออกมาในเร็วๆนี้ครับ และนี่จะเป็นการเดินทางครั้งแรกสุดของผมที่จะออกมาแบ่งปันว่าจริงๆแล้วตัวตนของผมเป็นยังไง"

รายละเอียดของอัลบั้มเดี่ยวของเค้าในตอนนี้ยังคงถูกเก็บไว้เป็นความลับ แต่มีสิ่งนึงที่เค้าสามารถพูดได้คือ

“พวกคุณจะต้องประหลาดใจครับเพราะผมเริ่มอัดเพลงมาเรื่อยๆในช่วงที่หยุดพักไปและจะมีดนตรีหลายๆแนวรวมอยู่ในอัลบั้ม เพลงทุกเพลงมาจากหัวใจล้วนๆ ผมใช้หยาดเหงื่อและแรงพยายามมากมายเท่าที่จะเป็นไปได้ทำอัลบั้มนี้ขึ้น" เค้ากล่าว เพลงที่บรรจุในอัลบั้มนี้ถูกเลือกมาจากเพลงกว่า100เพลงที่เค้าแต่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังจะมีภาพยนตร์ที่ถ่ายทำขั้นตอนการทำงานที่รวมเอาทีมงานและนักแสดงระดับโลกมาถ่ายทำจับคู่ไปพร้อมๆกับอัลบั้มนี้ออกมาด้วย 

 "เป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมเดบิวต์เมื่อ 16 ปีก่อน อัลบั้มเดี่ยวแรกของผมจะได้ออกมาอย่างเป็นทางการและอัลบั้มนี้จะถูกสร้างออกมาเป็นภาพยนตร์ด้วยครับ"

 


หลังจาก5ปีที่หายไปและการฝ่าฟันเพื่อที่จะกลับมาให้ได้จากสถานที่ที่มืดมิด คุณชเวได้กลับมาสู่แสงสว่าง มีอิสระเป็นครั้งแรกในชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเค้าที่จะควบคุมและเล่าเรื่องด้วยตัวเอง เค้ารู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะดีใจไปกับการกลับมาครั้งนี้ "ตอนนี้ผมอายุ 34 ปีแล้วครับดังนั้นผมผ่านอะไรมาเยอะและได้เรียนรู้ที่จะ "ไม่สนแม่ง" ผมอยู่ในจุดที่ผมสามารถที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ผมได้พูดออกไปครับ"

เค้าได้อธิบายเพิ่มเติมถึง เจ้าของค่ายเพลงในอนาคตที่กำลังจะก่อตั้งขึ้น ว่าหากศิลปินที่อายุน้อยกว่าอาจจะไม่อยากฟังคำแนะนำในตอนนี้ "พวกเค้ายังต้องเติบโต พวกเค้ายังต้องฝึกฝนต่อไป " เค้ากล่าว "พวกเค้าจำเป็นจะต้องเรียนรู้ที่จะฟังและรับคำแนะนำเพราะหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ดังนั้นผมจะไม่บอกให้ศิลปินรุ่นใหม่ที่ยังอายุน้อยๆว่า "ช่างแม่ง" เพราะนั่นจะทำให้เกิดผลลบกับพวกเค้าได้จริงๆ"

ตอนนี้มีโปรเจคมากมายที่เค้าทุ่มเทหัวใจเต็มที่ให้กับพวกมัน ไม่ว่าจะเป็น อัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกของเค้า งานภาพยนตร์ ค่ายเพลง งาน NFT การสร้างยี่ห้อไวน์ และแน่นอน การสะสมงานศิลปะ

สำหรับคุณชเวขีดจำกัดอยู่บนฟากฟ้า และเค้าใฝ่ฝันเสมอที่จะหาวิธีมาคืนตอบแทนให้กับคนที่เขารัก ให้กับแฟนๆ และให้กับคนทั้งหลายที่ยังอยู่ตรงนี้เพื่อเค้า แม้จะรู้สึกราวกับว่าไม่มีใครอยู่ แต่บนเส้นทางชีวิตของเค้าเองดูเหมือนว่าเค้าจะพบหนทางที่จะอยู่ที่นั่นด้วยตัวเค้าเองเช่นกัน

ดังนั้นมันจะเป็นยังไงนะกับการที่อายุ 34 ปี เป็นดาราดังระดับโลกที่ไร้สังกัดกับอาชีพสดใสข้างหน้าที่รออยู่

"ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งจะเริ่มต้น และกำลังจะเริ่มต้นในฐานะศิลปินที่แท้จริงครับ ”  

และเค้ารู้สึกยังไงกัน??

เขายิ้มและกล่าวว่า “ผมแค่มีความสุขครับ ”

-------------------------------------------------

Words Nathan Erickson
Creative direction and styling Alvin Goh
Photography Ji Yong Yoon
Videography Jinyoul Lim
Make-up Shin Mi Sug
Hairstyling MZW by Taehyun
Styling Kim Tae Rin, Jong Hyun Lee
Styling Assistant Hwang Mose
Lighting Assistant Wonyoung Ki
Visual Imaging Yoon Studio
Manager Kim Jae Seog
Trainer Kim Jong Jin
Translator Young Go
Coordinator Mia Hur

------------------------------------------------

Thai Translation by miss mew 

------------------------------------------------

From : https://www.prestigeonline.com/hk/people-events/people/top-choi-seung-hyun-interview-march-2022/

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564

T.O.P ไอดอลเคป็อป สัมภาษณ์แรกแห่งปีในฐานะเป็นผู้สะสมงานศิลปะ

 


ดาราเคป็อป ชาวเกาหลี ชเวซึงฮยอน ดูจะไม่ค่อยมีข่าวคราวเกี่ยวกับเค้ามาระยะหนึ่งแล้ว เริ่มจากเค้าต้องเข้ากรมทหารและจากนั้นก้เจอโรคระบาดที่ระบาดหนักไปทั่วโลก แต่เบื้องหลังแล้วเค้าไม่เพียงแต่ยุ่งทำงานเพลงเท่านั้นแต่ยังกระตือรือร้นรวบรวมผลงานศิลปะที่น่าทึ่งเอาไว้ครอบครอง ดาราที่รู้จักกันในนามของ T.O.P ได้นั่งให้สัมภาษณ์ครั้งแรกในรอบปีกับ Artnet Intelligence Report พูดเรื่องเส้นทางส่วนตัวของเค้าที่เข้ามาในโลกแห่งศิลปะ และพูดถึงวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตของคอลเลคชั่นของเค้า 

1. ศิลปะที่วนเวียนอยู่ในครอบครัว

ซึงฮยอนเติบโตมาในครอบครัวของศิลปินและผู้ศึกษาศิลปะ คุณปู่ทวดทางฝั่งของคุณแม่ของเค้าคือคุณ  Kim Whan-ki (1913–74), ศิลปินในช่วงหลังสงครามคนสำคัญของเกาหลี ผู้ซึ่งภาพเขียนแอปสแตร็คของเค้าพึ่งถูกขายออกไปในการประมูล ได้ราคาสูงถึง 13 ล้านดอลล่าร์ หนึ่งในคุณป้าทั้งหมด 3 คนของซึงฮยอนเปิดโรงเรียนศิลปะซึ่งเป็นที่ที่ซึงฮยอนเคยถูก"บังคับ"ให้เรียนรู้การวาดภาพและการระบายสี เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมงต่อวันหลังจากที่เค้าเลิกจากชั้นเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนปกติแล้ว เค้าเล่าว่าประสบการณ์ในตอนนั้นเป็นประสบการณ์ที่สะเทือนใจ เค้ามาก เพราะเค้าตระหนักว่าเค้าคงจะไม่ได้ใช้ชีวิตไปในแบบที่เค้าคาดหวังเองได้

2. ศิลปะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับเค้าในการเอาชนะความวิตกกังวล

“ผมเป็นเด็กที่หดหู่ มืดมนและมีความวิตกกังวลครับ" ซึงฮยอนย้อนให้เราฟังถึงภาพของคุณปู่ทวดของเค้า ว่ามัน " มันช่วยให้ผมรวบรวมสติ และช่วยผมให้ตั้งสมาธิได้" มันกลายเป็นประสบการณ์ที่ปลูกฝังให้เค้ารักในศิลปะ

3. การซื้อครั้งแรกของเค้าค่อนข้างน่าเบื่อ

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับชีวิตของซึงฮยอนในปี 2006 เมื่อเค้าได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดบิวต์ในวง บิกแบง (ชื่อในวงการของเค้าคือ T.O.P ย่อมาจาก “The Original Pimp.”) เค้าใช้เงินที่เค้าได้มาซื้อภาพวาดขนาดใหญ่ 4 ชิ้นของศิลปินหน้าใหม่ที่รู้จักกันในนาม KAWS โดยภาพวาดเหล่านั้นมีราคา 7000 เหรียญต่อภาพ ซึงฮยอนกล่าวว่าต่อมาเค้าตระหนักว่าจริงๆแล้วเค้าไม่ได้ชอบผลงานแนวนี้และก้ไม่เคยซื้อผลงานของ KAWS อีกเลย

4. เขาค้นพบแรงบันดาลใจทางศิลปะส่วนใหญ่บน Instagram

ในชีวิตจริงซึงฮยอนเป็นเพื่อนสนิทกับศิลปินที่เค้าสะสมผลงานอยู่หลายคน ซึ่งรวมไปถึง Mark Grotjahn และ Jonas Wood แต่เค้าเลือกเฟ้นหางานศิลปะผ่าน อินสตาแกรม ไม่ได้ไปงานแสดงศิลปะหรือไปตามแกลอรี่ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นนะ?? ก็เพราะว่าเค้าหลีกเลี่ยงที่จะไปในที่สาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่เช่นนั้นเค้าจะทำให้เกิดฝูงชนขนาดใหญ่ตามเค้าไปด้วย ไม่ว่าเค้าจะไปที่ไหน “เค้าไม่สามารถที่จะไปแกลอรี่ หรือพิพิธภัณฑ์ได้ โดยเฉพาะในทวีปเอเซีย เพราะจะมีคนจำเค้าได้เสมอ" นักแสดง Sean Dulake เพื่อนของเค้าอธิบายให้ฟัง “ดังนั้นเค้าจึงดูผลงานศิลปะต่างๆผ่านโทรศัพท์ของเค้าไม่ก็คอมพิวเตอร์"

5.ถ้าคุณพบวัยรุ่นที่รู้จัก Mark Grotjahn นั่นอาจจะเป็นเพราะ T.O.P

ซึงฮยอนได้กลายเป็นระดับแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดงานศิลปะ เมื่อความต้องการในงานศิลปะ contemporary ในเอเซียพุ่งสูงขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เขายังได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ซื้องานศิลปะรุ่นใหม่ เมื่อเค้าได้ช่วยทาง Sotheby จัดการการขายงานศิลปะในปี 2016 มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงานประมูลงานศิลปะที่มี คนดังเป็นภัณฑารักษ์ผู้เลือกหางานมาให้ประมูล

“ในตอนที่เรามีการทำพรีวิวงาน T.O.P ก่อนในฮ่องกงและเกาหลี เราจะเห็นเด็กนักเรียนมัธยมในชุดนักเรียนมากันมาก พวกเค้าอาจจะไม่มีเงินพอที่จะสะสมงานศิลปะ แต่พวกเค้ามาเรียนรู้งานศิลปะเหล่านั้นผ่านไอดอลที่เค้าชื่นชอบ " คุณ  Yuki Terase อดีตผู้บริหาร Sotheby ผู้จัดงานในครั้งนั้นกล่าว  “ คุณจะต้องแปลกใจมากทีเดียวว่าเด็กๆรู้จัก  Jonas Wood และ Mark Grotjahn มากแค่ไหน”

6. เค้าหวังว่าจะเปิดพิพิธภัณฑ์ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

ซึงฮยอนเก็บรักษางานศิลปะส่วนใหญ่ของเค้าไว้ในโกดังที่อยู่ถัดไปจากที่พักของเค้าในกรุงโซล บางส่วนก็ถูกแขวนไว้ที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่ ในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต เค้าอยากจะเปิดพิพิธภัณฑ์ "เพื่อให้คนเกาหลีได้ชื่นชม" ในขณะที่เค้ารู้สึกว่ายังคงมีเวลาอีกยาวนานที่เค้าจะสร้างคอลเลคชั่นที่คู่ควรสำหรับการเรียกความสนใจ เค้าตั้งข้อสังเกตว่า " ผมจะต้องสร้างมันให้ได้ก่อนที่ผมจะกลายเป็นคุณปู่"

From news.artnet.com // 06-10-2021
Thai Translated by Miss mew

photo from  omonatheydidnt.livejournal.com